doctor-performing-ultrasound-scanning-her-pregnant-patient

มารู้จักกับหมอ Maternal FetalMedicine (MFM)

แพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์มีความสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงระหว่างตั้งครรภ์ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย การวางแผนการดูแลที่เป็นระบบและการทำงานร่วมกันในทีมสหสาขา ช่วยลดความเสี่ยงของมารดาและทารกตั้งแต่ในครรภ์จนถึงคลอด

ความสำคัญของเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์

MFMมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้หญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสามารถตั้งครรภ์และคลอดบุตรได้อย่างปลอดภัยมากขึ้นโดยเน้นการป้องกันภาวะแทรกซ้อน การวินิจฉัยที่แม่นยำและการวางแผนดูแลที่เหมาะสมเฉพาะราย

doctor-performing-ultrasound-scanning-her-pregnant-patient

หน้าที่และความเชี่ยวชาญของแพทย์MFM

1.ดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต หรือติดเชื้อ

2.ประเมินและเฝ้าติดตามทารกในครรภ์ที่มีความผิดปกติ เช่น ความผิดปกติของโครโมโซม การเจริญเติบโตช้าในครรภ์ (FGR) หรือทารกแฝด

3.ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น อัลตราซาวด์ระดับสูง, Doppler ultrasound, การตรวจน้ำคร่ำ (amniocentesis), การตรวจเนื้อเยื่อรก (CVS), การตรวจเลือดสายสะดือทารก (Cordocentesis) เพื่อวินิจฉัยความผิดปกติทางโครงสร้างของทารก หรือโรคทางพันธุกรรมที่สำคัญ และประเมินสุขภาพของทารกในครรภ์

4.ให้คำปรึกษาทางพันธุกรรม (genetic counseling) แก่ครอบครัวในกรณีที่พบความเสี่ยงทางพันธุกรรม

5.ประสานงานร่วมกับสูตินรีแพทย์ แพทย์เด็กทารกแรกเกิด และทีมสหสาขาวิชาชีพเพื่อจัดการภาวะซับซ้อนระหว่างตั้งครรภ์

เทคโนโลยีที่ใช้ในเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์(Maternal-FetalMedicine)

2

1.อัลตราซาวด์ความละเอียดสูง (High-resolution Ultrasound /Level II Ultrasound)

- ใช้ในการประเมินความผิดปกติทางโครงสร้างของอวัยวะต่าง ๆ ของทารก เช่น สมอง หัวใจ ไต กระดูกสันหลัง

- สามารถประเมินสุขภาพทารกในครรภ์ และดูตำแหน่งของรก ปริมาณน้ำคร่ำ

- มักใช้ในช่วงอายุครรภ์ 18–22 สัปดาห์ เพื่อประเมินความสมบูรณ์ของทารก

2.Doppler Ultrasound

- เป็นการวัดการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดของทารก โดยเฉพาะในหลอดเลือดสายสะดือ และหลอดเลือดสมอง (MCA)

- ใช้ในการประเมินภาวะทารกพร่องออกซิเจนเรื้อรัง หรือมีภาวะโลหิตจางในครรภ์

3.การตรวจคัดกรองโครโมโซม Non-Invasive Prenatal Testing(NIPT)

- การตรวจดีเอ็นเอของทารกจากเลือดของมารดา

- ใช้ตรวจหาความผิดปกติของโครโมโซม เช่น Trisomy 21 (ดาวน์ซินโดรม), Trisomy 18 และ 13

- ปลอดภัย, ไม่เพิ่มความเสี่ยงของการแท้งบุตร

4. การตรวจวินิจฉัยก่อนคลอด (invasive prenatal diagnosisprocedures)

4.1 การเก็บชิ้นเนื้อรกเพื่อตรวจ (Chorionic villous sampling, CVS)

- เก็บเนื้อเยื่อรกบางส่วนเพื่อตรวจโครโมโซมของทารก หรือความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น โรคธาลัสซีเมีย

- ทำได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 11–13 สัปดาห์ ช่วยให้วินิจฉัยได้เร็วกว่า amniocentesis

4.2 การตรวจน้ำคร่ำ (Amniocentesis)

- ใช้เข็มดูดน้ำคร่ำภายใต้การนำทางด้วยอัลตราซาวด์

- ตรวจโครโมโซม หรือหาความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น ธาลัสซีเมีย หรือการติดเชื้อในครรภ์

- โดยทั่วไปจะทำในอายุครรภ์ 16–20 สัปดาห์

4.3การตรวจเลือดสายสะดือทารก (Cordocentesis)

- ใช้เข็มดูดเลือดจากสายสะดือทารก ภายใต้การนำทางด้วยอัลตราซาวด์

- ตรวจโครโมโซม หรือหาความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือวินิจฉัย กรณีสงสัยทารกมีภาวะซีดรุนแรง

- โดยทั่วไปจะทำในอายุครรภ์ 18–22 สัปดาห์

หมายเหตุ การตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดมีโอกาสเสี่ยงต่อการแท้งเพิ่มขึ้น 1-2%

5.ตรวจหาความผิดปกติหัวใจทารกในครรภ์ (Fetal Echocardiography)

- การตรวจโครงสร้างหัวใจทารกอย่างละเอียดโดยเฉพาะในกรณีที่มีความเสี่ยง เช่น มีคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจมารดาที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ เบาหวาน, SLE

- ใช้ดูโครงสร้างหัวใจ การไหลเวียนเลือด และการทำงานของลิ้นหัวใจของทารก

S107642940

6.3D/4D Ultrasound

- เทคโนโลยีภาพ 3 มิติ และภาพเคลื่อนไหว 4 มิติ ช่วยให้เห็นรายละเอียดของใบหน้าทารกได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

- ใช้เสริมในการวินิจฉัยความผิดปกติ เช่น ปากแหว่งเพดานโหว่

7. การเฝ้าติดตามสุขภาพทารกแบบต่อเนื่อง (FetalMonitoring)

- เช่น Non-Stress Test (NST), Biophysical Profile (BPP), หรือ Continuous CTG (Cardiotocography)

- ใช้ประเมินสุขภาพของทารก อัตราการเต้นของหัวใจ และภาวะพร่องออกซิเจน

อ้างอิง: หนังสือพิมพ์เชียงรายนิวส์ ฉบับที่ 0603 เดือนมิถุนายน 2568 หน้า 2

overbrook-hospital-footer1

ติดต่อเรา

0-5371-1366

overbrook-hospital-footer2

แฟกซ์

0-5371-2122

overbrook-hospital-footer3

Facebook

โรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊คเชียงราย

overbrook-hospital-footer4

Map (แผนที่)

โรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค
คลินิกโอเวอร์บรุ๊คแม่สาย
คลินิกโอเวอร์บรุ๊คเชียงของ